Page 148 -
P. 148
้
ู
คลังความรดจทัลและฐานข้อมลจดหมายเหต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์
ิ
ุ
ู
ิ
วิจัยธุรกิจที่คุณทำได: จากการเริ่มตนสูความสำเร็จ 133
ประเภทของมาตรวัด
1. นามบัญญัติ (Nominal Scale) มาตรานามบัญญัติเปfนมาตรวัดที่ใช]ในการจำแนกประเภทของตัว
แปร โดยไม.มีการจัดลำดับหรือมีความแตกต.างเชิงปริมาณระหว.างประเภท ตัวอย.างเช.น การวัดเพศของ
พนักงาน (ชาย/หญิง) หรือการวัดประเภทของอุตสาหกรรม (การเงิน, การผลิต, การบริการ) Malhotra (2019)
ระบุว.ามาตรวัดประเภทนี้เหมาะสำหรับการจัดหมวดหมู.ข]อมูลที่ไม.มีความสัมพันธSทางลำดับหรือปริมาณ
ตัวอย.างเช.น ในการศึกษาความพึงพอใจของพนักงาน อาจใช]มาตรานามบัญญัติเพื่อจำแนกเพศของ
ผู]ตอบแบบสอบถามเปfนชายหรือหญิง แยกพนักงานออกเปfนแผนกต.าง ๆ เปfนต]น
ั
2. เรียงลำดบ (Ordinal Scale) มาตราลำดับใช]ในการจัดลำดับตัวแปรตามลำดับความสำคัญหรือ
ความชอบของข]อมูล แต.ไม.สามารถวัดความแตกต.างเชิงปริมาณระหว.างลำดับได] ตัวอย.างเช.น การวัดระดับ
ความพึงพอใจของลูกค]า (พอใจมาก, พอใจปานกลาง, พอใจน]อย) Sekaran และ Bougie (2020) อธิบายว.า
มาตราลำดับสามารถใช]ในการจัดลำดับความพึงพอใจ หรือการจัดลำดับความสำคัญของปYจจัยต.าง ๆ ในการ
ตัดสินใจทางธุรกิจ
ตัวอย.างเช.น ในการวัดความพึงพอใจต.อการบริการ อาจใช]มาตรวัดเรียงลำดับเพื่อให]ผู]ตอบจัดลำดับ
ความพึงพอใจตั้งแต. 1 ถึง 5 การวัดระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย ปริญญาตรี ปริญญาโท เปfนต]น
3. อันตรภาค (Interval Scale) มาตราอันตรภาคเปfนมาตรวัดที่มีการจัดลำดับและสามารถวัดความ
แตกต.างเชิงปริมาณระหว.างตัวแปรได] แต.ไม.มีจุดเริ่มต]นที่แน.นอน (เช.น ไม.มีศูนยSแท]) ตัวอย.างเช.น การวัด
อุณหภูมิ หรือการวัดความเห็นในระดับ Likert Scale ทั้งนี้ Hair และคณะ (2019) อธิบายว.ามาตราอันตรภาค
เหมาะสำหรับการวัดความแตกต.างที่มีลำดับและสามารถระบุความแตกต.างเชิงปริมาณได]
ตัวอย.างเช.น ในการศึกษาความคิดเห็นของลูกค]าเกี่ยวกับผลิตภัณฑSใหม. อาจใช]มาตรา Likert Scale
เช.น ตั้งแต. 1 (ไม.เห็นด]วยอย.างยิ่ง) ถึง 5 (เห็นด]วยอย.างยิ่ง) เพื่อวัดระดับความคิดเห็น
4. อัตราสIวน (Ratio Scale) มาตราอัตราส.วนเปfนมาตรวัดที่มีลักษณะเหมือนมาตราอันตรภาค แต.ม ี
ศูนยSแท] ทำให]สามารถวัดได]ทั้งลำดับ ความแตกต.าง และการคูณหาร ตัวอย.างเช.น การวัดรายได]ของพนักงาน
หรือจำนวนชั่วโมงทำงาน Zikmund และคณะ (2013) ระบุว.ามาตราอัตราส.วนเปfนมาตราที่แม.นยำที่สุด
เนื่องจากสามารถวัดได]ทั้งปริมาณและความแตกต.างเชิงสัมพัทธS
ตัวอย.างเช.น ในการวัดประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน อาจใช]มาตราอัตราส.วนเพื่อวัดจำนวน
ชั่วโมงทำงาน หรือยอดขายที่พนักงานสามารถทำได]
Stevens (1946) ซึ่งเปfนผู]บุกเบิกแนวคิดเรื่องระดับการวัดข]อมูล (Levels of Measurement) เน]น
ความสำคัญของการเลือกใช]สถิติเชิงพรรณนาที่เหมาะสมกับระดับการวัดของข]อมูลในการวิจัยทางธุรกิจ โดย