Page 60 -
P. 60

โครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                                                                                                       4-7





               ใหคณะกรรมการลุมน้ํามิไดเปนองคกรหลักในการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ํา
               แหงชาติโดยแทจริง ทั้งๆที่เปนการสรางความรวมมือของภาคประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา
                       ตอเนื่องจากคณะกรรมการลุมน้ํา คือ คณะกรรมการลุมน้ําสาขาที่มีการเสนอโดยผูมีสวนไดเสียกลุมตางๆ
               และใน (ราง) พระราชบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ที่เสนอโดยสภาปฏิรูปแหงชาตินั้น
               ควรจะเปนองคกรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่มีความสําคัญในการสรางความมีสวนรวมในการบริหาร

               จัดการของภาคประชาชนในพื้นที่ลุมน้ําสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จะมีผลตอการคัดคานโครงการ
               พัฒนาแหลงน้ําใหลดลง การเพิ่มอํานาจหนาที่และขีดความสามารถทั้งของคณะกรรมการลุมน้ําและ
               คณะอนุกรรมการลุมน้ํา จึงเปนประเด็นนโยบายที่ควรดําเนินการในอนาคต

                       4.1.2 กฎหมายที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําไทย
                              (1) กฎหมายที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําไทยในปจจุบัน
                              กฎหมายที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําไทยที่มีผลบังคับใชอยูในปจจุบันมี

               จํานวน 32 ฉบับ ซึ่งมีการตรามาอยางตอเนื่องตั้งแต พ.ศ. 2445 จนถึง พ.ศ. 2558 ดังรายละเอียด ในตารางที่
               4-3 ที่มีผูรักษาการ ซึ่งมีทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงตางๆ โดยมีวัตถุประสงคที่กํากับดูแล
               การใชน้ําเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรม การพลังงาน การคมนาคม การอนุรักษ การ
               ควบคุมมลพิษ (ตารางที่ 4-4) จากการวิเคราะหพบวากฎหมายที่มีอยูในปจจุบันมีปญหาตอการบริหารจัดการ
               หลายประการ เชน

                                     (1) การขาดกฎหมายแมบท หรือพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําแหงชาติ
                                     (2) ปญหาความไมครอบคลุมของกฎหมาย ถึงแมวาบทบัญญัติที่เกี่ยวของกับการใช
               ทรัพยากรน้ํามีแฝงอยูในกฎหมายหลายฉบับ แตมีเนื้อหาสาระไมครอบคลุมเบ็ดเสร็จทําใหการบังคับใชยังไม

               ครอบคลุมทุกกรณี
                                     (3) ปญหาความซ้ําซอนของกฎหมาย สวนใหญเปนความซ้ําซอนกันในการบังคับใช
               กฎหมายโดยเฉพาะในสวนที่เกี่ยวกับบทลงโทษ
                                     (4) ปญหาความลาสมัยและมีชองวางของกฎหมาย กฎหมายเกี่ยวของกับน้ํา

               ที่บังคับใชอยูในปจจุบัน บางฉบับไดประกาศใชมาเปนเวลานาน โดยมิไดมีการปรับปรุงแกไขเนื้อหาของ
               กฎหมายใหมีความเหมาะสมกับสภาพปจจุบันแตอยางใด จึงกอใหเกิดปญหาในการใชบังคับ
                                     (5) การขาดความเปนเอกภาพ สภาพของกฎหมายที่ใช ยังขาดความเปนเอกภาพ
               เนื่องจากกฎหมายที่บังคับใชในเรื่องเดียวกันมีจํานวนมาก

                                     จากการขาดกฎหมายแมบททรัพยากรน้ํา สงผลใหโครงสรางการบริหารไมมี
               ประสิทธิภาพเทาที่ควร เพราะไมมีกฎหมายที่ใชในการบริหารโดยตรง จะเห็นไดจากการปฏิบัติงานหนวยงาน
               ตางๆ เปนไปตามกฎหมาย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอํานาจหนาที่ไดคอนขางยาก แตคณะกรรมการทรัพยากรน้ํา
               แหงชาติ แตงตั้งโดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการบริหารทรัพยากรน้ําแหงชาติ และการแตงตั้งตัว

               บุคคลจะเปนคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไดไมยากนักตามที่พบจากการศึกษาครั้งนี้ เมื่อ
               ขาดกฎหมายแมบททรัพยากรน้ําดังกลาวก็ทําใหขาดองคประกอบที่สําคัญในโครงสรางการบริหารที่ตองอาศัย
               อํานาจที่บัญญัติไวในกฎหมาย เชน หนวยงานที่ทําหนาที่เปนสํานักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ํา

               แหงชาติ และศูนยขอมูลน้ําแหงชาติที่ตองเปนหนวยงานที่เปนกลาง รวมทั้งการใหอํานาจแกภาคประชาชน
               และภาคเอกชนเขามารวมบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งในรูปคณะกรรมการลุมน้ํา และคณะอนุกรรมการลุมน้ํา
               ตลอดจนกําหนดสิทธิการใชน้ําเพื่อความ เปนธรรม มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เปนตน
   55   56   57   58   59   60   61   62   63   64   65