1. แรงงาน (Draff power)
ควายเป็นแรงงานที่มีราคาถูกกว่ารถไถขนาดเล็กในการไถนา เสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูไม่มาก โดยทั่วๆไปเกษตรกรใช้ควายทั้งเพศผู้ เพศเมียในการทำงาน เมื่ออายุ 3 ปี เริ่มฝึกสอนให้ทำงาน และเมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป จึงเริ่มใช้งานจริงใช้ไถนาวันละ 4-6 ชม. ได้งานวันละครึ่งไร่ถึง 1 ไร่ การใช้ควายไถนาไม่ทำให้ดินแน่น และสามารถเดินได้ดีในที่มีน้ำขัง

2. น้ำนม(Milk)
น้ำนมที่ได้จากควายจะมีปริมาณไขมันสูง โปรตีนในน้ำนมมีปริมาณเคซีนสูงกว่าอัลบูมิน และโกลบูลิน มากกว่าในน้ำนมวัวเล็กน้อย มีฟอสฟอรัสเป็น 2 เท่าของน้ำนมวัว น้ำนมเป็นสีขาว ไวตามินเอสูง เช่นเดียวกับน้ำนมวัว
ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมควาย ได้แก่ เนย(butter) น้ำมันเนย(butter oil) เนยแข็ง(soft, hard cheese) นมข้น นมระเหยน้ำ ไอศกรีม โยเกิร์ต และ butter milk เป็นต้น เนยแข็งจากน้ำนมควายนั้นจะมีสีขาว ใช้น้ำนมดิบในการผลิตน้อยกว่าน้ำนมวัว เนื่องจากมีปริมาณไขมันสูงกว่า จึงเป็นที่นิยมบริโภคในหลายประเทศ ซึ่งชื่อเรียกก็จะแตกต่างกันไป เช่น mozzarella, ricotta, salty cheese เป็นต้น แต่ควายปลักจะให้ปริมาณน้ำนมน้อยกว่าควายแม่น้ำ โดยควายปลักจะให้ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยประมาณ 1 ลิตร/วัน ควายแม่น้ำให้ปริมาณน้ำนมกว่า 5 ลิตร/วัน

3. เนื้อ(Meat)
เนื้อควายมีความแตกต่างจากเ้นื้อวัว คือ มีสีเข้มกว่า ไขมันมีสีขาว กล้ามเนื้อมีไขมันแทรกน้อยกว่า(2-3% marbling) เส้นใยกล้ามเนื้อ(muscle) ของควายหนากว่า เปอร์เซ็นต์ซากโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 42-49 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ขึ้นกับความอ้วนของสัตว์ ถ้าผ่านการขุนอย่างดี อาจได้เปอร์เซ็นต์ซากถึง 53 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว

4. ได้มูลเป็นปุ๋ย
ควายขนาดใหญ่ให้มูลเป็นปุ๋ยในไร่นาประมาณปีละ 2-3 ตันต่อตัว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในไร่นาได้ และสามารถจำหน่ายไปเป็นปุ๋ยเป็นรายได้เสริม หรืออาจนำไปใช้ผลิตเป็นแก๊สชีวภาพได้อีกด้วย

5. ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่ม
ควายสามารถเปลี่ยนอาหารคุณภาพต่ำและวัชพืชมาเป็นเนื้อได้ดี ประหยัดค่าอาหารในการเลี้ยง

6. เป็นทรัพย์สินของเกษตรกร
เลี้ยงไว้ใช้งานแล้วยังสามารถไว้ขายในยามที่เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์

Pin It