Page 105 -
P. 105

ิ
                       คลังความรดจทัลและฐานข้อมลจดหมายเหต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร                   ์
                                                       ู
                                    ิ
                                   ้
                                                                      ุ
                                  ู
           90
                  ตัวอย.างที่ 3 สมมติฐาน H 3: ภาวะผู@นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธgเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงาน


                  การสนับสนุนจากวรรณกรรม Wang และคณะ (2011) ได]ทำการวิเคราะหSอภิมานเกี่ยวกับ

           ความสัมพันธSระหว.างภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงและผลการปฏิบัติงานทั้งในระดับบุคคลและระดับทีม ผล
           การศึกษาพบว.าภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธSเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานในทั้งสองระดับ โดยม ี

           ขนาดอิทธิพลในระดับปานกลางถึงสูง Judge และ Piccolo (2004) ได]ทำการวิเคราะหSอภิมานเช.นกัน โดย

           พบว.าภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธSเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานของผู]ใต]บังคับบัญชา นอกจากนี้ยัง
           พบว.าภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธSกับตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข]องกับผลการปฏิบัติงาน เช.น แรงจูงใจ

           และความพึงพอใจในงาน ในบริบทของประเทศไทย อย.างไรก็ตาม Yukl (2019) ได]วิจารณSว.าความสัมพันธ S
           ระหว.างภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงและผลการปฏิบัติงานอาจไม.ได]เปfนความสัมพันธSโดยตรงเสมอไป โดยอาจม ี

           ตัวแปรคั่นกลาง (Mediating Variables) เช.น ความผูกพันต.อองคSกร หรือความพึงพอใจในงาน ที่อธิบายกลไก

           ของความสัมพันธSนี้ได]ดีกว.า


                  จากการทบทวนวรรณกรรมข]างต]น จะเห็นได]ว.ามีหลักฐานเชิงประจักษSที่สนับสนุนความสัมพันธSเชิง
           บวกระหว.างภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงและผลการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล]องกับสมมติฐาน H 3 ที่ตั้งไว] อย.างไรก็

           ตาม ผู]วิจัยควรพิจารณาถึงความซับซ]อนของความสัมพันธSนี้และอาจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแปรคั่นกลางท ี่

           อาจมีอิทธิพลต.อความสัมพันธSดังกล.าว


                  ตัวอย.างที่ 4 สมมติฐาน H 4: วัฒนธรรมองคgกรมีอิทธิพลกำกับความสัมพันธgระหวIางภาวะผู@นำการ
           เปลี่ยนแปลงและความผูกพันตIอองคgกร



                  การสนับสนุนจากวรรณกรรม Schein (2016) เสนอว.าวัฒนธรรมองคSกรมีอิทธิพลอย.างมากต.อ
           พฤติกรรมและทัศนคติของพนักงานในองคSกร รวมถึงการรับรู]และตอบสนองต.อภาวะผู]นำ ดังนั้น จึงมีความ

           เปfนไปได]ที่วัฒนธรรมองคSกรจะมีอิทธิพลกำกับความสัมพันธSระหว.างภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงและความผูกพัน
           ต.อองคSกร Bass และ Riggio (2005) ได]อภิปรายว.าประสิทธิผลของภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต.างกัน

           ไปตามบริบทวัฒนธรรมองคSกร โดยวัฒนธรรมองคSกรที่เน]นการมีส.วนร.วมและนวัตกรรมอาจเอื้อให]ภาวะผู]นำ

           การเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลต.อความผูกพันต.อองคSกรมากขึ้น ในการศึกษาของ Sarros และคณะ (2008) พบว.า
           วัฒนธรรมองคSกรมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระหว.างภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธSขององคSกร ซึ่ง

           รวมถึงความผูกพันต.อองคSกร โดยเฉพาะอย.างยิ่งวัฒนธรรมที่เน]นการแข.งขันและนวัตกรรมมีแนวโน]มที่จะ

           เสริมสร]างอิทธิพลของภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลง อย.างไรก็ตาม Hofstede และคณะ (2010) เสนอว.าการทำ
           ความเข]าใจวัฒนธรรมองคSกรในบริบทสากลต]องพิจารณาความแตกต.างระหว.างประเทศ โดยบริบทวัฒนธรรมใน

           แต.ละประเทศมีอิทธิพลต.อการทำงานของภาวะผู]นำและความผูกพันต.อองคSกร


                  จากการทบทวนวรรณกรรมข]างต]น จะเห็นได]ว.ามีหลักฐานเชิงทฤษฎีและเชิงประจักษSที่สนับสนุน

           แนวคิดที่ว.าวัฒนธรรมองคSกรอาจมีอิทธิพลกำกับความสัมพันธSระหว.างภาวะผู]นำการเปลี่ยนแปลงและความ
   100   101   102   103   104   105   106   107   108   109   110